Close
Advertiser
loading...
loading...

คดีฮอต6วัยรุ่นรุมสกรัม ฆ่าพ่อค้าขนมปังพิการ ตะลึงแนวคิด"ประหาร" จี้ทบทวนอย่าเอาสะใจ


เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง สำหรับคดีที่ 6 วัยรุ่นก่อเหตุรุมทำร้ายพ่อค้าขนมปังที่ขาพิการ 

ทั้งไม้-มีดที่ประเคนใส่ ส่งผลให้เหยื่อเสียชีวิตอย่างทุรน

โดยที่ต้นเรื่องมาจากเพียงการตะโกน แซวกันธรรมดา จากวิวาทะกลายเป็นเหตุฆาตกรรม 

และแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว กระแสสังคมก็ยังคงกดดันต่อเนื่อง

ทั้งความไม่ไว้วางใจ เกรงว่าเหยื่อผู้เสียชีวิตจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะหลายคนเป็นลูกนายตำรวจ รวมทั้งกระแสที่กดดันเรียกร้องให้ลงโทษเด็ดขาดถึงประหาร

แม้ทางกลุ่มผู้ต้องหาจะพยายามให้เหตุผลว่าการลงมือที่เกิดขึ้นมาจากความพยายามปกป้องตัวเอง

แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องในกระบวนการศาล ที่จะให้ความยุติธรรมทุกฝ่าย

ไม่ใช่คำนึงเพียงแค่ความสะใจเท่านั้น 

พลิกนาที 6 โจ๋ฆ่าหนุ่มพิการ 

เหตุการณ์สลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อรุ่งเช้าของวันที่ 1 พ.ค. เมื่อศูนย์วิทยุ สน.โชคชัย รับแจ้งเหตุวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทด้วยอาวุธมีด เหตุเกิดที่ซอยโชคชัย 4 แยก 69 จึงรายงานให้พ.ต.อ.ชัยรพ จุณวัตต์ ผกก.สน.โชคชัย ทราบ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่สายตรวจรุดไปตรวจที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าร้านขนมปังหอม พบกลุ่มชายวัยรุ่น 6 คน ใช้อาวุธมีดและก้อนอิฐทำร้ายร่างกาย นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ พ่อค้าขนมปังขาพิการ โดยเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปห้ามปราม แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องยิงปืนขึ้นฟ้าจึงสามารถแยกทั้ง 2 ฝ่ายออกจากกันได้ 

โดยเจ้าหน้าที่นำตัวนายสมเกียรติส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลเปาโล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยร่างกายมีบาดแผลถูกแทง-ฟัน ด้วยของมีคม และถูกทุบด้วยของแข็งหลายแห่ง 

ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ประกอบด้วย นายพีรพล ยศพงศ์อนันต์ อายุ 21 ปี ซึ่งมีบาดแผลถูกมีดฟันบริเวณแขนซ้าย นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 22 ปี นายมนต์มนัส หรือ เต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี นายจตุพร หรือ เบียร์ จันทร์โสภา อายุ 18 ปี นายเมฆ พลไกรษร อายุ 19 ปี และนายอรินทร์ หรือ เตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปี ถูกควบคุมตัวดำเนินคดี 

โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นผลให้ถึงแก่ความตาย และครอบครองพกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าในเวลาต่อมา และติดตามจับกุมน.ส.ณัฐณิชา ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปี แฟนสาวนายมนต์มนัส พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่า หลังพบพฤติกรรมยุยงให้กลุ่ม ผู้กระทำความผิดลงมือสังหาร พร้อมส่งตัวฝากขังต่อศาลอาญา

รวมมีผู้ต้องหาในคดีนี้ทั้งหมด 7 ราย


ย้อนปม-แค่ตะโกนแซว

สำหรับต้นเหตุของการสูญเสียครั้งนี้ จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบว่าก่อนเกิดเหตุ กลุ่มวัยรุ่นทั้งหมดพร้อมเพื่อนได้ไปตั้งวงกินเหล้าตั้งแต่เวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 พ.ค. จนถึงเช้า เมื่อเลิกราจึงพากันขี่จักรยานยนต์เพื่อกลับที่พัก เมื่อถึงจุดเกิดเหตุที่เป็นร้านขนมปังหอม กลุ่มผู้ก่อเหตุเห็นผู้ตายอยู่หน้าร้าน จึงตะโกนแซวไปว่า "ขนมปังน่าแดกจัง" ก่อนจะขี่จักรยานยนต์จากไป 

สร้างความไม่พอใจให้กับนายสมเกียรติ จึงขี่จักรยานยนต์ตามไปยังอพาร์ตเมนต์ของกลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ปากซอยลาดพร้าว-วังหิน 48 ถึง 2 ครั้ง โดยรอบแรกมีการพูดคุยกันที่ด้านหน้าอพาร์ตเมนต์ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ

ต่อมานายสมเกียรติขี่จักรยานยนต์ย้อนกลับไปอีกรอบ แต่ไม่พบใคร จึงกลับเข้าไปในร้าน และต่อมากลุ่มผู้ก่อเหตุก็กลับมาที่ร้านขนมปัง แล้วเดินบุกเข้าไปในร้าน ขณะที่หลาน ผู้ตายพยายามห้ามปราม โดยนายสมเกียรติเข้าไปหลังร้านเพื่อหยิบมีดดาบออกมาวิ่งไล่กลุ่มคนร้ายจนแตกกระเจิง วิ่งออกมาหลบที่หน้าปากซอยโชคชัย 4 แยก 69

จากนั้นก็มีเพื่อนขี่จักรยานยนต์มาอีก 2 คน ตามมาด้วยผู้หญิง 2 คนที่นั่งแท็กซี่มายังจุดเกิดเหตุ แล้วเกิดเหตุการณ์ชุลมุนทำร้ายร่างกายกัน จนมีผู้แจ้งสายตรวจเข้ามาระงับเหตุ

ทั้งนี้ นายพีรพลหนึ่งในผู้ต้องหาที่บาดเจ็บที่แขนซ้าย ให้การว่า ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ แต่ไม่ได้มีเจตนาฆ่านายสมเกียรติ เพียงแต่บันดาลโทสะ เนื่องจากตัวเองถูกนายสมเกียรติใช้มีดฟันเข้าที่แขนซ้ายก่อน จึงใช้มีดที่นำมาต่อสู้ป้องกันตัว

นายพีรพลกล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุตนและกลุ่มเพื่อนขี่จักรยานยนต์ผ่านร้านของนาย สมเกียรติจริง โดยไม่ได้ด่าทออะไร เพียงแต่พูดแซวว่าต้องการซื้อขนมปังเท่านั้น แต่ต่อมา กลับถูกผู้เสียชีวิตตามมาหาเรื่องจนถึงที่พัก ซึ่งตนก็ไปไกล่เกลี่ย และขอโทษผู้เสียชีวิต คิดว่าปัญหาจบก็แยกย้ายกันกลับ

หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อนอีก 4 คนก็ขี่จักรยานยนต์กลับโดยผ่านร้านขนมปังดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งระหว่างทางพบกับผู้เสียชีวิต แล้วเกิดด่าทอ จนนำมาซึ่งการลงมือกัน ดังกล่าว 

ยืนยันไม่ได้มีเจตนาฆ่า

แต่ถึงยังไงก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

ตะลึงแนวคิดประหารชีวิต

หลังเหตุสลดครั้งนี้ก็เป็นธรรมดาที่จะมีความเห็นอย่างหลากหลายต่อกระบวนการลงโทษผู้กระทำผิด โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าควรลงโทษรุนแรงเด็ดขาด เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก

อาทิ คนดังอย่างนายวิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจหมื่นล้าน ก็โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเสนอลงโทษประหาร โดยเฉพาะคนร้ายที่ฆ่าคนซ้ำซากหลายต่อหลายครั้ง

เพราะสร้างภาระให้สังคมไทยอย่างไม่รู้จบ สังคมไทยยากที่จะสงบสุข ยากที่จะมีความปลอดภัยต่อผู้คนทั่วไปได้ 

ซึ่งแน่นอนการเสนอแนวทางเหล่านี้ล้วนสร้างแรงสนับสนุนของผู้ต้องการความสะใจ หรือชอบที่จะเห็นแนวทางตาต่อตาฟันต่อฟัน

แต่อาจจะไม่ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งไม่ได้คิดว่าแนวทางใช้โทษที่รุนแรงเช่นนี้จะสามารถแก้ปัญหาอาชญากรรมในสังคมได้จริงหรือ!??

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล ได้เผยแพร่บทความถึงความเชื่อเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีเนื้อหาสรุปว่า ความเชื่อที่ว่าโทษประหารชีวิตช่วยยับยั้งอาชญากรรมความรุนแรง และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

เพราะในหลายประเทศ อาทิ บางรัฐในสหรัฐอเมริกาที่ใช้โทษประหารกลับมีอัตราการฆาตกรรมสูงกว่ารัฐที่ไม่มีโทษประหาร 

อีกทั้งไม่มีหลักฐานชัดเจนซึ่งแสดงให้เห็นว่าโทษประหารชีวิตจะมีผลช่วยยับยั้งการก่ออาชญากรรมได้ และยังเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์และอันตราย เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่สนับสนุนความรุนแรงจากการใช้นโยบายสาธารณะ แต่ไม่สามารถยับยั้งอาชญากรรมได้ 

อีกทั้งการใช้โทษประหารชีวิตต่อการสังหารบุคคล เท่ากับสะท้อนภาพความจงใจของอาชญากรที่จะใช้ความรุนแรงต่อเหยื่อ 

นอกจากนั้นระบบยุติธรรมทางอาญาย่อมมีความเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติและการตัดสินผิดพลาด จึงอาจพบว่ามีบางคนถูกประหาร แต่คนที่ก่ออาชญากรรมคล้ายคลึงกัน หรือร้ายแรงกว่ากลับไม่ได้รับโทษเช่นเดียวกัน

นักโทษประหารไม่ได้มีแค่เพียงผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงสุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนยากจนที่ไม่สามารถว่าจ้างทนายที่มีฝีมือเพื่อแก้ต่างให้กับตัวเองได้ 

ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันพิจารณา 

โดยไม่เอาความสะใจเป็นหลัก


ตร.ยันทำคดีตรงไปตรงมา

แม้คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยเป็นเหตุรุนแรงที่คนหมู่มากกระทำกับชายพิการคนเดียว ทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ทั้งประเด็นที่ 4 ใน 6 วัยรุ่นชายที่ก่อเหตุเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดบก.น.4 จนญาติของผู้เสียชีวิตและสังคมหวั่นเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อการทำคดี 

หรือแม้กระทั่งกรณีที่ตำรวจที่เข้าระงับเหตุปล่อยตัว 1 ในผู้ต้องหาไปจากที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้ควบคุมตัว 

ซึ่งกรณีดังกล่าวพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ระบุว่า ขอให้มั่นใจว่าคนผิดต้องติดคุก ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนการตรวจสอบสารเสพติดของทั้ง 6 นั่นก็ไม่พบสารเสพติดใดๆ หลายคนอาจเห็นใจหลายฝ่าย

ตนก็เห็นใจครอบครัวของทั้งหมด แต่การเห็นใจจะไม่นำไปสู่การช่วยเหลือในทางที่ผิดอย่างแน่นอน ส่วนตำรวจที่เป็นผู้ปกครองของกลุ่มผู้ต้องหาก็อยากให้เข้าใจว่าพ่อแม่ที่เป็นตำรวจไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ลูกทำเช่นนี้ก็ช้ำใจอยู่แล้ว ทั้งนี้ ลูกตำรวจมีเป็นแสนเป็นล้าน ที่ได้ดีก็มีเยอะ จึงไม่อยากให้ตั้งเป้าประเด็นดังกล่าว แต่หากลูกตำรวจคนไหนทำผิดก็ไม่ละเว้น ลูกตนทำผิดก็ต้องจับ 

จึงอยากให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าได้รับความยุติธรรมแน่นอน

ส่วนเรื่องที่ปล่อยให้ผู้ต้องหาออกจากที่เกิดเหตุนั้น พ.ต.ท.เศรษฐภัทร เรืองวานิช สว.บก.ส.2 เผยว่า ตนเป็นตำรวจที่เข้าไประงับเหตุ โดยก่อนนั้นขับรถผ่านไปมีชาวบ้านโบกเรียกบอกว่าปากซอยมีคนทะเลาะกัน จึงขับรถมาดู ก็พบคนกำลังทะเลาะวิวาทกันชุลมุน ไม่ทราบใครเป็นใคร 

จนมีวัยรุ่น 2 คนเดินผ่านหน้ารถ จากนั้นคนหนึ่งทราบภายหลังว่าเป็นนายพีรพลหยิบมีดออกมา จึงชักปืน แล้วบอกให้วางลง แต่นายพีรพลไม่วาง จะยิงถึงยอมวาง จากนั้นก็เห็นเลือดที่ข้อมือพุ่งกระจายออกมา เห็นแล้วว่าหากไม่ไปโรงพยาบาลอาจเสียชีวิตได้ จึงปล่อยให้ไปโรงพยาบาล และจดทะเบียนรถและวิทยุประสาน สน.โชคชัยให้ไปควบคุมตัวที่โรงพยาบาล 
ไม่ได้มีเจตนาปล่อยตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด

Share this

Related Posts

Previous
Next Post »
loading...
loading...